Chapter 2

สายตาที่เปลี่ยนไป

ความรู้สึกแอบชอบแม่เริ่มชัดเจนขึ้น ต้นเฝ้ามองแม่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากลูกชายเป็นหนุ่มน้อย เขาเริ่มประหม่าเวลาอยู่ใกล้แม่ พยายามหาโอกาสได้อยู่ใกล้ๆ สัมผัสถึงความอบอุ่นที่ต่างจากเดิม

2 min read

แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องลอดกอข้าวที่กำลังออกรวงเหลืองอร่าม ทุ่งนาเขียวขจีที่เคยเป็นฉากหลังชีวิตอันแสนเรียบง่ายของผม บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันแห่งความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ผม ต้น เด็กหนุ่มวัย 18 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังยืนมองแม่ พวง ผู้ซึ่งเป็นดั่งดอกไม้ที่งามสง่าที่สุดในหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงแดดที่สาดลงมา ผิวเนียนละเอียดเปล่งประกายระเรื่อ ใบหน้าหวานที่เคยเห็นมาตั้งแต่จำความได้ บัดนี้กลับมีบางอย่างที่ทำให้หัวใจผมเต้นแรงเกินกว่าปกติ

แม่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในครัว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและอาหารพื้นบ้านลอยมาแตะจมูก ยิ่งทำให้ภาพแม่ในสายตาผมดูอบอุ่นและน่าค้นหามากขึ้น ผมก้าวเข้าไปในครัวอย่างเงียบเชียบ วางท่าทีให้เหมือนมาช่วยงานบ้านตามปกติ แต่ภายในใจกลับระรัวไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

“ให้ต้นช่วยอะไรไหมครับแม่” ผมถามเสียงเบา พยายามซ่อนความประหม่าที่เกาะกุม

แม่หันมายิ้มให้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุน “ไม่ต้องหรอกลูก เดี๋ยวแม่ทำเสร็จแล้วนะ ไปนั่งเล่นก่อนไป”

ผมยืนนิ่ง มองแม่ที่หันกลับไปทำงานต่อ แผ่นหลังบางๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วภายใต้เสื้อคอกลมสีซีด เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมตามการเคลื่อนไหว ผมรีบเบือนหน้าหนี รู้ตัวดีว่ากำลังคิดอะไรที่ไม่ควรคิด แต่ภาพนั้นก็ยังคงติดตา

ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงวัยที่ร่างกายและจิตใจเริ่มเปลี่ยนแปลง ผมก็เริ่มสังเกตเห็นแม่ในมุมมองที่ต่างออกไป ไม่ใช่แค่แม่ผู้ให้กำเนิด แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยงาม มีเสน่ห์ และเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ผมเริ่มประหม่าทุกครั้งที่ต้องอยู่ใกล้แม่ สัมผัสของแม่ที่เคยเป็นเพียงการปลอบโยนธรรมดา บัดนี้กลับส่งกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นไปทั่วร่าง

“ต้นเป็นอะไรไปวันนี้ ดูเหม่อลอยเชียว” เสียงพ่อ สมชาย ดังขึ้นจากหน้าประตูครัว พ่อเพิ่งกลับจากการดูนา พ่อเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคนรอบข้างนัก

“เปล่าครับพ่อ แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” ผมตอบพลางยิ้มแหยๆ

พ่อเดินเข้ามาในครัว มองไปรอบๆ “แม่แกทำกับข้าวหอมเชียว วันนี้มีปลาทูทอดด้วยนี่นา” พ่อพูดพลางเดินไปหยิบจาน

ผมมองพ่อกับแม่ที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในบางครั้ง ทั้งที่นี่คือบ้านของผม ครอบครัวของผม แต่ความรู้สึกผิดบาปที่ก่อตัวขึ้นในใจ ทำให้ผมรู้สึกห่างเหินออกไป

คืนนั้น หลังจากพ่อเข้านอนแล้ว ผมยังคงนอนไม่หลับ ผมลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน มองออกไปยังห้องครัวที่ยังคงมีแสงไฟสลัว แม่กำลังนั่งรีดผ้าอยู่ ผมเฝ้ามองแม่ผ่านม่านแสงไฟนั่น ภาพแม่ในมุมนี้ดูอ่อนโยนและเปราะบาง ผมอยากจะเดินเข้าไปหา อยากจะเข้าไปกอดแม่แน่นๆ บอกแม่ว่าผมรักแม่มากแค่ไหน แต่คำพูดเหล่านั้นก็จุกอยู่ที่ลำคอ

ผมเดินกลับมาที่เตียง ทิ้งตัวลงนอน พยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพแม่ในชุดรีดผ้ายังคงวนเวียนอยู่ในความคิด ผมพยายามคิดถึงเรื่องอื่น คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงอนาคต แต่ทุกอย่างก็วนกลับมาที่แม่เสมอ

วันเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่ผมมีต่อแม่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ผมเริ่มหาข้ออ้างในการเข้าไปใกล้แม่มากขึ้น บางครั้งก็แกล้งทำเป็นถามเรื่องการบ้าน ทั้งที่ผมเรียนจบแล้ว บางครั้งก็แกล้งทำเป็นว่าจะช่วยแม่ทำงานบ้าน ทั้งที่แม่ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว

วันหนึ่ง แม่กำลังตากผ้าอยู่ริมรั้ว ผมเดินเข้าไปหา “ให้ต้นช่วยไหมครับแม่”

แม่หันมายิ้ม “ขอบใจนะลูก แต่เสร็จแล้วล่ะ” แม่พูดพลางยื่นผ้าขนหนูผืนหนึ่งให้ผม “นี่ เอาไปเช็ดตัวนะ เดี๋ยวไม่สบาย”

มือของเราสัมผัสกันชั่วขณะ ผมรู้สึกถึงความนุ่มนวลและความอบอุ่นจากมือแม่ หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ผมรีบดึงมือกลับ ราวกับว่ามือของแม่ร้อนจัด

“ขอบคุณครับแม่” ผมพูดเสียงสั่น

แม่มองผมด้วยสายตาที่ดูสงสัยเล็กน้อย “ต้นเป็นอะไรไปวันนี้ ดูแปลกๆ นะ”

ผมรีบส่ายหน้า “เปล่าครับแม่ ต้นสบายดี” ผมตอบพลางยิ้มให้แม่ พยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุด

แต่ความปกติมันเริ่มจะเลือนหายไปทุกที ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่พร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ

ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เวลาแม่หัวเราะ เสียงหัวเราะของแม่ช่างไพเราะเหลือเกิน เวลาแม่ทำงานบ้าน ท่าทางของแม่ก็ดูสง่างามน่ามอง ผมเริ่มเปรียบเทียบแม่กับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ผมเคยเจอ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงความงามและความอบอุ่นของแม่ได้เลย

ผมเริ่มรู้สึกผิดบาปกับความคิดของตัวเอง ผมพยายามต่อสู้กับความรู้สึกนี้ แต่ยิ่งต่อสู้ มันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง แม่กำลังจะล้ม ผมรีบเข้าไปคว้าเอวแม่ไว้แน่น ลมหายใจของเราประชิดกัน ผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของเนื้อแม่ผ่านเสื้อผ้า ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของตัวแม่ มันเป็นกลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกเคลิบเคลิ้มและมึนเมา

“ขอบคุณนะลูก ถ้าไม่มีต้น แม่คงล้มไปแล้ว” แม่พูดพลางผละออก ผมรีบปล่อยเอวแม่ ราวกับว่ามือที่สัมผัสแม่เมื่อครู่เป็นของคนอื่น

“ไม่เป็นไรครับแม่” ผมตอบเสียงแหบพร่า

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมยิ่งสับสนและหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกของผมที่มีต่อแม่ชัดเจนขึ้น ผมเริ่มมีความกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในกรอบของความเป็นลูกชาย

วันหนึ่ง พ่อออกไปทำธุระข้างนอก ทิ้งให้ผมอยู่กับแม่ตามลำพัง ผมเห็นแม่กำลังจะไปเก็บผักที่สวนหลังบ้าน ผมรีบวิ่งตามไป “ให้ต้นไปเป็นเพื่อนนะครับแม่”

แม่มองผมแล้วยิ้ม “ดีเลยลูก ไปกัน”

เราเดินไปที่สวนหลังบ้าน อากาศยามเย็นกำลังสบาย มีลมพัดเอื่อยๆ ผมเดินเคียงข้างแม่ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวแม่

“ต้นอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมช่วงนี้” แม่ถามขณะที่กำลังเด็ดผัก

“ต้นกินอะไรก็ได้ครับ ขอแค่ได้กินฝีมือแม่” ผมตอบพลางมองหน้าแม่

แม่หัวเราะเบาๆ “ปากหวานเชียวนะเรา”

ผมรู้สึกหน้าแดงขึ้นมาทันที ผมพยายามมองไปที่ต้นไม้รอบๆ เพื่อซ่อนความเขินอาย

ขณะที่เรากำลังเก็บผักอยู่นั้น ผมสังเกตเห็นรอยเปื้อนดินที่แขนของแม่ ผมอดใจไม่ไหว เอื้อมมือไปปัดมันออกเบาๆ

“ระวังหน่อยนะครับแม่” ผมพูด

แม่หยุดชะงักเล็กน้อย มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างเรา

“ขอบใจนะลูก” แม่พูดเสียงเบา

เราเก็บผักเสร็จแล้วเดินกลับเข้าบ้าน ผมเป็นคนถือตะกร้าผักแทนแม่

“แม่ครับ” ผมเรียกเสียงแผ่ว

“ว่าไงลูก”

“แม่... สวยนะครับ” ผมพูดออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม่หยุดเดิน หันมามองผมด้วยความตกใจ “ต้นพูดอะไรน่ะ”

ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ผมรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ผมอยากจะย้อนคำพูดนั้นกลับไป แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

“ต้น... ต้นหมายถึงแม่เป็นคนสวยที่สุดในสายตาของต้นครับ” ผมแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก

แม่มองผมอยู่นาน สีหน้าของแม่ดูสับสนและอ่อนไหว ผมเห็นน้ำตาคลออยู่ที่ขอบตาของแม่

“แม่... แม่เป็นอะไรไปครับ” ผมถามด้วยความกังวล

แม่ส่ายหน้าเบาๆ “เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร” แม่พูดพลางยิ้มให้ผม แต่ผมรู้ว่ารอยยิ้มนั้นไม่จริงใจ

เราเดินเข้าบ้านมาด้วยความเงียบ ผมรู้สึกเหมือนมีกำแพงบางๆ กั้นระหว่างเรา ความรู้สึกผิดบาปถาโถมเข้ามาอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกดีใจที่ได้บอกความรู้สึกบางส่วนออกไป แม้จะเป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

คืนนั้น ผมนอนไม่หลับอีกเช่นเคย ผมคิดถึงสายตาของแม่ตอนที่ผมบอกว่าแม่สวย ผมคิดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ผมไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แต่ผมก็หยุดความรู้สึกนี้ไม่ได้อีกแล้ว

ผมลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้องนอน มองออกไปยังห้องของแม่ที่ยังคงมีแสงไฟสลัว ผมตัดสินใจที่จะเดินไปหาแม่ ผมเดินไปที่หน้าห้องแม่ แล้วก็ยืนลังเลอยู่ตรงนั้น ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำอย่างไรดี

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ

“แม่ครับ... แม่นอนหรือยังครับ” ผมถามเสียงแผ่ว

เสียงแม่ตอบกลับมา “ยังจ้ะ เข้ามาก่อนสิ”

ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องแม่ ผมเห็นแม่กำลังนั่งอยู่บนเตียง สวมชุดนอนสีอ่อน ผมเดินเข้าไปหาแม่ แล้วนั่งลงข้างๆ

“ต้น... ยังไม่นอนอีกเหรอ” แม่ถาม

“ผม... ผมนอนไม่หลับครับ” ผมตอบ

แม่มองผมด้วยสายตาที่อ่อนโยน “มีอะไรในใจหรือเปล่าลูก”

ผมมองหน้าแม่ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่อยากจะบอก อยากจะระบายออกมา ผมไม่รู้ว่าคำพูดที่ผมจะพูดออกไปนั้นจะนำพาอะไรมาสู่เรา แต่ผมก็ไม่สามารถเก็บมันไว้ได้อีกต่อไป

“แม่ครับ... ผม... ผมรู้สึก... ผมรู้สึกแปลกๆ ครับ” ผมเริ่มพูด ผมพยายามเลือกคำพูดที่เหมาะสมที่สุด

แม่เงียบไป มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“ผม... ผมรู้สึก... ชอบแม่ครับ” ผมพูดออกไป เสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

คำพูดนั้นหลุดออกจากปากผมไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะถล่มลงมา ผมหลับตาลงแน่น รอคอยผลลัพธ์ที่ผมไม่กล้าคาดเดา

ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ผมได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองที่ดังระรัว

สักพัก ผมก็ได้ยินเสียงแม่

“ต้น...” เสียงแม่แผ่วเบา “เข้ามา... กอดแม่หน่อย”

ผมลืมตาขึ้นมองแม่ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิด ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงพูดแบบนั้น แต่ผมก็ทำตามที่แม่บอก ผมค่อยๆ เอื้อมแขนออกไป โอบกอดแม่ไว้แน่น

ผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและความอบอุ่นจากตัวแม่ ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของตัวแม่ที่คุ้นเคย ผมรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ จากร่างกายของแม่ ผมไม่รู้ว่านี่คืออะไร แต่ผมก็กอดแม่ไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม

ผมรู้สึกถึงริมฝีปากของแม่ที่กดลงบนหน้าผากของผมอย่างแผ่วเบา

“ต้น... ลูกรักของแม่...” เสียงแม่กระซิบ

น้ำตาของผมไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจและความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อย ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ในขณะนี้ ผมมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่ตรงนี้ ได้กอดแม่ไว้แน่นๆ แบบนี้

✦ ✦ ✦